ถุงพลาสติกที่ดูขนาดพอดีตอนยังไม่ได้ใส่ของ อาจกลายเป็นถุงที่เล็กเกินไปเมื่อบรรจุสินค้าจริง โดยเฉพาะสินค้าทรงกล่องหรือของที่มีความหนา เพราะการเลือกขนาดถุงพลาสติกไม่ได้ดูแค่ความกว้างและ ความยาวเท่านั้น แต่ต้องเผื่อพื้นที่สำหรับตัวสินค้าและการปิดปากถุงด้วย ใครที่กำลังเลือกซื้อถุงหรือเตรียมสั่งผลิตตามขนาด บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจวิธีวัดและเลือกถุงได้ตรงกับการใช้งานมากขึ้น
ขนาดถุงพลาสติกมีขนาดไหนบ้าง
ถุงพลาสติกมีหลายขนาด ตั้งแต่ถุงสำหรับใส่อุปกรณ์ชิ้นเล็กไปจนถึงถุงขนาดใหญ่ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม แต่ละประเภทอาจมีชุดขนาดที่นิยมใช้ต่างกัน จึงไม่มีตารางขนาดเดียวที่ใช้แทนถุงพลาสติกทุกชนิดได้
โดยทั่วไปจะพบการระบุขนาดเป็นความกว้าง × ความยาว เช่น ถุงขนาด 6 × 9 นิ้ว หมายถึงถุงกว้าง 6 นิ้ว และยาว 9 นิ้ว ส่วนถุงที่มีขยายข้างหรือก้นขยายจะต้องระบุขนาดเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบว่าถุงสามารถกางออกได้มากน้อยแค่ไหน
ตารางตัวอย่างขนาดถุงพลาสติกที่พบได้ทั่วไป
| ขนาดถุง (นิ้ว) | แนวทางการเลือกใช้งาน |
|---|---|
| 5 × 8 | สินค้าชิ้นเล็กหรือของที่ต้องการแยกบรรจุ |
| 6 × 9 | สินค้าทั่วไปที่มีขนาดเล็กถึงปานกลาง |
| 7 × 11 | สินค้าที่ต้องการพื้นที่บรรจุเพิ่มจากถุงขนาดเล็ก |
| 8 × 12 | สินค้าหรือสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ขึ้น |
| 10 × 15 | สินค้าที่มีความยาวหรือต้องการพื้นที่บรรจุมากขึ้น |
| 12 × 18 | สินค้าขนาดใหญ่หรือสินค้าหลายชิ้นที่บรรจุรวมกัน |
การเลือกจากตารางควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะสินค้าที่กว้างและยาวเท่ากันไม่ได้หมายความว่าจะใช้ถุงขนาดเดียวกันได้ทั้งหมด เช่น เสื้อยืดที่พับเรียบร้อยหนึ่งตัวกับเสื้อกันหนาวหนึ่งตัว แม้จะมีหน้ากว้างใกล้เคียงกัน แต่เสื้อกันหนาวมีความหนามากกว่า จึงต้องการพื้นที่ภายในถุงมากขึ้น
หากเป็นสินค้าที่มีขนาดเฉพาะหรือไม่พอดีกับถุงสำเร็จรูป การสั่งผลิตถุงพลาสติกตามขนาด ที่ต้องการจะช่วยให้กำหนดรูปทรงและพื้นที่บรรจุได้เหมาะกับสินค้ามากขึ้น
วิธีวัดขนาดถุงพลาสติกให้ถูกต้อง ต้องวัดตรงไหนบ้าง
ก่อนวัดถุง ควรดูว่าเป็นถุงแบนทั่วไปหรือถุงที่มีส่วนขยาย เพราะทั้งสองรูปแบบมีวิธีระบุขนาดต่างกัน
ถุงพลาสติกแบบแบน
ถุงแบนเป็นถุงที่ไม่มีส่วนพับขยายข้างหรือก้นถุง เวลาวัดให้วางถุงเปล่าบนพื้นเรียบ แล้ววัดความกว้างจากด้านซ้ายไปด้านขวา ส่วนความยาววัดจากปากถุงลงไปถึงก้นถุง
ตัวอย่างเช่น ถุงขนาด 20 × 30 ซม. หมายถึงถุงที่มีความกว้าง 20 ซม. และความยาว 30 ซม.
ตามวิธีระบุขนาดที่ตกลงกับผู้ผลิต
แต่ต้องแยกระหว่างขนาดภายนอกกับพื้นที่ใช้งานจริง เพราะแนวรอยซีลด้านข้างและก้นถุงอาจทำให้พื้นที่ภายในน้อยกว่าขนาดที่วัดจากภายนอกเล็กน้อย โดยเฉพาะงานที่ต้องการใส่สินค้าให้พอดีมาก ๆ ควรยืนยันกับโรงงานว่าขนาดที่เสนอวัดจากจุดใด
ถุงพลาสติกแบบขยายข้าง
ถุงขยายข้างมีส่วนพับบริเวณด้านข้าง เมื่อใส่สินค้า ส่วนพับจะกางออกเพื่อรองรับความหนาหรือปริมาตรที่เพิ่มขึ้น จึงเหมาะกับของที่มีรูปทรงไม่แบน เช่น กล่องสินค้า สิ่งทอ หรื
สินค้าที่บรรจุรวมกันหลายชิ้น
การแจ้งขนาดถุงประเภทนี้ควรระบุทั้งความกว้าง ความยาว และขนาดขยายข้างให้ครบ โดยต้องตกลงให้ชัดว่าตัวเลขขยายข้างหมายถึงความลึกของรอยพับขณะถุงแบน หรือความลึกทั้งหมดเมื่อกางออก เพราะการระบุขนาดสองแบบนี้ให้ผลต่างกัน
ส่วนถุงที่มีก้นขยายจะมีพื้นที่พับอยู่บริเวณก้นถุง ช่วยให้ส่วนล่างกางออกเพื่อรองรับสินค้าได้มากกว่าถุงแบนทั่วไป ทั้งนี้ รูปแบบก้นถุงที่เลือกควรสัมพันธ์กับน้ำหนักและลักษณะสินค้าที่ต้องการบรรจุด้วย
เลือกขนาดถุงพลาสติกอย่างไรให้พอดีกับสินค้า
จุดที่มักทำให้เลือกขนาดถุงผิดคือการวัดเฉพาะด้านหน้าสินค้า โดยไม่ได้คิดถึงความหนาและพื้นที่สำหรับปิดปากถุง การวัดสินค้าหลังจัดให้อยู่ในสภาพพร้อมบรรจุจึงให้ข้อมูลที่ตรงกับการใช้งานจริงมากกว่า
สินค้าทรงแบน เช่น เสื้อผ้าและสิ่งทอ
เสื้อผ้าควรวัดหลังจากพับตามรูปแบบที่จะบรรจุจริง เพราะเสื้อที่กางอยู่กับเสื้อที่พับเรียบร้อยแล้วมีขนาดต่างกัน หากต้องบรรจุหลายตัวในหนึ่งถุง ควรวัดความหนาของเสื้อทั้งหมดที่ซ้อนกันด้วย
ถุงที่เล็กเกินไปจะทำให้บรรจุได้ลำบาก ส่วนถุงที่ใหญ่เกินความจำเป็นก็อาจเหลือเนื้อพลาสติกส่วนเกินมาก ทำให้สินค้าขยับอยู่ภายในถุงและดูไม่เรียบร้อยเมื่อจัดส่งหรือวางขาย
สินค้าทรงกล่องหรือมีความหนา
ลองสมมติว่าต้องการถุงสำหรับใส่กล่องสินค้าที่มีขนาดดังนี้
ตัวอย่างกล่องสินค้า
กว้าง
20 ซม.
ยาว
30 ซม.
หนา
5 ซม.
หากเลือกถุงแบนขนาด 20 × 30 ซม. เท่ากับหน้ากล่องพอดี ถุงอาจไม่สามารถสวมกล่องเข้าไปได้สะดวก เพราะเนื้อถุงต้องโอบรอบด้านข้างของกล่องอีก 5 ซม. ด้วย
สำหรับกล่องทรงสี่เหลี่ยม สามารถใช้หลักการประเมินความกว้างถุงแบนเบื้องต้นได้ดังนี้
ความกว้างถุงแบน ≈ ความกว้างสินค้า + ความหนาสินค้า + ระยะเผื่อ
จากตัวอย่างนี้
20 + 5 = 25 ซม.
จึงควรเริ่มประเมินจากถุงที่กว้างกว่า 25 ซม. โดยต้องเผื่อพื้นที่สำหรับใส่สินค้าได้สะดวกเพิ่มเติมตามลักษณะวัสดุและรูปทรงจริง
แนวทางนี้สอดคล้องกับวิธีประเมินถุงแบนสำหรับกล่องของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ซึ่งนำความกว้างและความลึกของกล่องมาพิจารณาร่วมกันก่อนเพิ่มระยะเผื่อ
ส่วนความยาวก็ไม่ควรเลือกเท่ากับความยาวกล่องพอดี เพราะต้องมีพื้นที่รองรับความหนาและเหลือสำหรับการซีล มัด หรือพับปากถุงด้วย
ข้อสำคัญคือ สูตรนี้ใช้ประเมินขนาดเริ่มต้น ไม่ใช่สเปกสุดท้ายสำหรับสั่งผลิต หากต้องการความพอดี ควรทดลองกับถุงตัวอย่างก่อนยืนยันขนาดจริง
สินค้าที่มีหลายชิ้นหรือมีน้ำหนักมาก
สินค้าที่บรรจุรวมกันหลายชิ้นควรวัดหลังจัดเรียงตามจำนวนที่ขายจริง เช่น อะไหล่ 10 ชิ้นต่อถุง หรือเสื้อผ้า 3 ตัวต่อแพ็ก เพราะการวัดสินค้าทีละชิ้นแล้วนำขนาดมารวมกันอาจไม่ตรงกับรูปทรงหลังบรรจุ
สำหรับสินค้าที่มีน้ำหนักมาก ต้องพิจารณาความแข็งแรงของถุงร่วมด้วย ถุงที่มีขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะรับน้ำหนักได้มากเสมอไป โดยเฉพาะถุงที่มีหูจับอย่างถุงหูหิ้ว ซึ่งต้องพิจารณาทั้งขนาดลำตัวถุง ความหนา และความแข็งแรงของหูจับให้เหมาะกับการใช้งาน
ก่อนสั่งผลิตถุงพลาสติก ต้องเผื่อขนาดเท่าไร
ไม่มีตัวเลขตายตัวว่าถุงพลาสติกทุกประเภทควรเผื่อจากสินค้า 2 ซม. หรือ 5 ซม. เพราะสินค้าที่มีความหนา รูปทรง และวิธีปิดปากต่างกันย่อมต้องการพื้นที่เพิ่มเติมไม่เท่ากัน
หากยังไม่แน่ใจว่าควรเผื่อขนาดเท่าไร วิธีที่เหมาะกว่าการเดาคือทดลองนำสินค้าใส่ถุงที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 2-3 ขนาด แล้วเปรียบเทียบความสะดวกในการบรรจุและรูปลักษณ์หลังปิดปากถุง
ระหว่างทดลองควรดูให้ครบว่า
- ใส่สินค้าได้โดยไม่ต้องออกแรงดึงปากถุงมากเกินไป
- สินค้าไม่ดันแนวรอยซีลด้านข้างจนตึง
- เหลือพื้นที่สำหรับซีลหรือพับปากถุงตามต้องการ
- ถุงไม่หลวมจนสินค้าขยับมากเกินไป
- ขนาดยังเหมาะสมเมื่อบรรจุสินค้าตามจำนวนจริง
สำหรับงานพิมพ์โลโก้ ควรตรวจตำแหน่งลายพิมพ์หลังทดลองบรรจุด้วย เพราะถุงบางรูปแบบอาจมีส่วนที่ถูกพับหรือถูกสินค้าโอบจนทำให้ลายพิมพ์ไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการเมื่อใช้งานจริง
เตรียมข้อมูลอะไรบ้างก่อนแจ้งขนาดถุงพลาสติกกับโรงงาน
เมื่อทราบขนาดที่ต้องการแล้ว การส่งข้อมูลให้โรงงานครบตั้งแต่ครั้งแรกจะช่วยลดการแก้ไขรายละเอียดระหว่างประเมินงานผลิต โดยเฉพาะธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนจากถุงสำเร็จรูปมาเป็นถุงสั่งทำตามขนาด
อ่านต่อได้ที่ : https://advanceintpack.com/how-to-choose-cost-effective-plastic-bag-manufacturer/
ข้อมูลที่ควรเตรียมมีดังนี้
| ข้อมูล | สิ่งที่ควรแจ้ง |
|---|---|
| ขนาดสินค้า | กว้าง × ยาว × หนา พร้อมหน่วยวัด |
| ลักษณะสินค้า | ทรงแบน ทรงกล่อง มีมุมคม หรือมีรูปทรงพิเศษ |
| จำนวนบรรจุ | จำนวนสินค้าต่อถุง |
| รูปแบบถุง | ถุงแบน ถุงขยายข้าง ถุงมีหูจับ หรือรูปแบบอื่น |
| วิธีปิดปาก | ซีล มัด พับ หรือใช้ซิป |
| น้ำหนักสินค้า | น้ำหนักรวมที่บรรจุในหนึ่งถุง |
| จำนวนสั่งผลิต | ปริมาณที่ต้องการโดยประมาณ |
ถ้ามีถุงตัวอย่างที่ใช้งานอยู่แล้ว ควรส่งภาพหรือขนาดถุงเดิมให้โรงงานดูด้วย โดยเฉพาะงานที่ต้องการเปลี่ยนขนาดเพียงเล็กน้อยหรือเพิ่มพื้นที่สำหรับสินค้าที่มีรูปทรงต่างจากเดิม
Advance Inter Pack ให้บริการรับผลิตถุงพลาสติก ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และงานสั่งทำตามความต้องการ ผู้ประกอบการสามารถแจ้งขนาดสินค้า รูปแบบถุง และจำนวนที่ต้องการ เพื่อให้ทีมงานช่วยประเมินรายละเอียดก่อนสั่งผลิตได้
การเลือกขนาดถุงพลาสติกควรเริ่มจากการวัดสินค้าหลังจัดให้อยู่ในสภาพพร้อมบรรจุ แล้วเผื่อพื้นที่ตามความหนา รูปทรง และวิธีปิดปากถุง ไม่ควรเลือกจากความกว้างและความยาวเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะสินค้าทรงกล่องหรือสินค้าที่ต้องใส่รวมกันหลายชิ้น
หากต้องสั่งผลิตจำนวนมาก ควรทดลองบรรจุด้วยถุงตัวอย่างก่อนยืนยันสเปก วิธีนี้ช่วยให้เห็นทั้งความพอดีของถุง ความสะดวกในการบรรจุ และปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างใช้งานจริง ก่อนนำขนาดที่ได้ไปใช้ผลิตทั้งล็อต

